วันอังคารที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2554

สารสนเทศเกี่ยวกับหลักสูตรและการสอน

สารสนเทศเกี่ยวกับหลักสูตรและการสอน

              การนำไอซีทีมาใช้เพื่อสนับสนุนการทำงานที่ทันสมัยของหลักสูตรและการสอนในปัจจุบัน  แบ่งเป็น  3  หัวข้อ ดังนี้
หัวข้อที่ 1    นวัตกรรมทางหลักสูตรกับเทคโนโลยีไอซีที  (Curriculum Innovation with ICT)
การนำเสนอความทันสมัยของการสร้างหลักสูตรที่นำไอซีทีมาใช้ในเว็บไซด์ของ Tda ซึ่งเป็นลักษณะของหน่วยงานที่เข้ามาดูแลเรื่องหลักสูตรวิชาชีพครู และมีการนำไอซีทีมาใช้ทำให้มุมมองของการเข้ามาศึกษาหลักสูตรวิชาชีพครู  เมื่อเรานำไอซีทีมาเชื่อมโยงกับการสร้างหลักสูตร ทำให้มุมมองของหลักสูตรมีการเปิดกว้างมากขึ้น   
นอกจากนั้น ผู้ที่เข้ามาศึกษาสามารถเข้าไปวางแผนการเรียนของตนเองได้ว่าจะต้องเรียนรู้เรื่องอะไร เมื่อไร อย่างไร จะได้รู้เรื่องโครงสร้างหลักสูตร ได้สำรวจความถนัดของตนเอง  อีกทั้งการใช้ไอซีทีที่ทันสมัยไม่ว่าจะเป็นการบันทึกตัวอย่างวีดีโอการสอนของครูและการสร้างฐานข้อมูลของครูไว้ในระบบของ E-Portfolio ซึ่งถือเป็นหนึ่งในนวัตของการนำเสนอหลักสูตรที่นำไอซีทีเข้ามาใช้เพื่อเป็นตัวอย่างและแนวทางการเข้ามาศึกษาของนักศึกษา หรือบุคคลทั่วไป  และยังมีเรื่องของการวางโครงสร้างหลักสูตรที่มีลักษณะทันสมัยให้บุคคลสามารถเข้าไปศึกษาค้นคว้าได้ตามความสนใจ โดยไม่จำกัดเวลาและไม่จำเป็นต้องศึกษาทีละเรื่อง แต่ประโยชน์ของการนำไอซีทีมาใช้กับหลักสูตรนี้ทำให้ผู้เรียนสามารถศึกษาเรื่องที่ตนสนใจได้ตามความเหมาะสม และความถนัดจนครบกระบวนการ
               
หัวข้อที่  2   นวัตกรรมการเรียนการสอนกับเทคโนโลยีไอซีที  (Teaching  and Learning Innovation with ICT)
การนำเทคโนโลยี ICT มาใช้ควบคู่กับการเรียนการสอนนั้น สิ่งแรกคือ ผู้สอนและผู้เรียนต้องมีความรู้และความเข้าใจ อีกทั้งยังต้องสามารถใช้โปรแกรมพื้นฐานในเครื่องคอมพิวเตอร์ได้ เช่น โปรแกรม WORD, Excel, Power Point, Front Page เพื่อจะได้ใช้เครื่องมือ IT มาพัฒนาการเรียนการสอนได้อย่างสมบูรณ์  กรณีศึกษาของ Mike Bo stock ที่พยายามจะพัฒนาสื่อการสอนของครูในรูปแบบต่างๆ เช่น โรงเรียนแห่งการเรียนรู้รูปแบบใหม่ ที่นำสื่อ IT มาประยุกต์ใช้แทนกระดานดำ ผลปรากฏว่านักเรียนให้ความสนใจและมีความกระตือรือร้นในการศึกษาเพิ่มขึ้น อีกทั้งนักเรียนยังมีส่วนร่วมในการเรียนการสอนเพิ่มมากขึ้น  ผลของการนำสื่อการเรียนรู้รูปแบบใหม่มาใช้งาน คือ
1. พัฒนาทักษะความรู้ด้าน software and hardware
2. สร้างเอกสารในรูปของ IT และรูปแบบที่เกี่ยวข้อง
3. การรวมรวมข้อมูลและการดำเนินการให้บริการด้านเทคโนโลยี
4. ช่วยการประเมินค่าของข้อมูลมีประสิทธิภาพ
5. ปรับปรุงพัฒนาการการเรียนรู้สู่อนาคต
6. เกิดการจัดการฐานข้อมูลอย่างมีระบบ
7. ให้คำแนะนำเกี่ยวกับการพัฒนาด้าน ICT ในโรงเรียนที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
8. วางแผนจัดการการออกแบบเว็บไซต์และโครงสร้างของฐานข้อมูล
หัวข้อที่  3   นวัตกรรมการประเมินกับเทคโนโลยีไอซีที ( Assessment and Evaluation Innovation with ICT
การประเมินความสามารถเพื่อ “การออกแบบเพื่อประเมินความสามารถ” จะครอบคลุมประเด็นต่อไปนี้
1.วิธีการประเมิน  การออกแบบเกณฑ์การประเมินจะต้องคำนึงถึง ผลของการประเมิน  บริบทเฉพาะของผู้ถูกประเมิน  งานที่ต้องรับการประเมิน  ต้องระบุผลที่เกิดขึ้น การประเมินที่ดีจะต้องทราบถึงการประเมินการทำชิ้นงาน
2.การประเมินตามสภาพจริง  ต้องมีการสร้างเกณฑ์การประเมินจะต้องมุ่งที่ความสามารถของนักเรียน หรืออาจจะเป็นการคาดหวังจากครู รูปแบบการประเมินที่ใช้ มี 2 รูปแบบคือ
    2.1การประเมินโดยใช้   (rubrics) ซึ่งได้จากการสังเคราะห์ความสามารถในการทำงาน  บางครั้งอาจจะใช้แบบตรวจสอบรายการ ( checklist) ซึ่งเป็นแบบเมตริก
     2.2แบบประเมินรายการ (assessment list) เป็นการประเมินตนเองร่วมกับการประเมินจากเพื่อนร่วมงาน
การนำ ICT มาใช้กับประเมินผลการเรียนของผู้เรียนถือเป็นการประเมินตามสภาพจริง (Alternative Assessment) เพื่อสังเกตการเรียนรู้ของผู้เรียนในชั้นเรียน นำไปสู่การประเมินความสามารถ (Performance Assessment) ด้วยการจัดทำแฟ้มสะสมงานอิเลคทรอนิคส์ (Electronic Portfolio) ซึ่งต้องใช้การสังเกตการเรียนของผู้เรียนในชั้นเรียน จากตอนต้นการประเมินต่างจะมุ่งไปที่การสังเกตการปฏิบัติงานของนักเรียน ผลงานที่นักเรียนสร้างสรรค์ขึ้น จากเกณฑ์การ ชี้วัด หรือมาตรฐานที่ได้กำหนด โดยใช้ ตัวชี้วัดของคะแนน (scoring rubrics) ครูจะสังเกตการเรียนรู้ของนักเรียนขณะอยู่ในชั้นเรียน แต่การทำเอกสารหลักฐานเพื่อบันทึกข้อมูลที่ได้จากการสังเกต มีความยุ่งยาก และเสียเวลามาก    จนในปี 1990 จึงได้มีการพัฒนา bar code เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการรวบรวมและจัดระบบข้อมูลจากการสังเกต การปฏิบัติกิจกรรมของนักเรียนในชั้นเรียน ต่อมาได้ใช้โปรแกรม Apple’s Newton และปัจจุบันได้นำ Palm มาเป็นเครื่องมือในการรวบรวมข้อมูลในชั้นเรียน และยังเชื่อมต่อข้อมูลไปยังฐานข้อมูลที่เก็บไว้ โดยใช้โปรแกรม File Maker Pro ช่วยในการเก็บข้อมูลที่ได้จากการสังเกตในชั้นเรียน   การพัฒนาวิธีการใหม่ ๆ ขึ้นเพื่อช่วยประเมินความสามารถการปฏิบัติงานของนักเรียนและให้นักเรียนมีส่วนร่วมในการออกแบบการประเมิน โปรแกรมนี้จะประกอบไปด้วยแฟ้มตัวอย่างเอกสารที่เกี่ยวกับการประเมินที่ไม่สลับซับซ้อน โดยใช้ตัวชี้วัดของการให้คะแนน (rubrics) เป็นเกณฑ์การประเมิน ซึ่งเป็นตัวชี้วัดที่ได้จากวิชา (subject), หัวข้อ (topic) และ ระดับชั้น (grade level) เพื่อเชื่อมโยงไปยังมาตรฐาน  ที่เรียกว่าแฟ้มสะสมงานอิเลคทรอนิคส์ (Electronic Portfolio) ซึ่งเป็นการรวบรวมและจัดระบบชิ้นงาน ไว้ในสื่อหลายชนิด เช่น ในรูปของไฟล์เสียง (audio) วีดีโอ กราฟฟิค และ ข้อความ(text) ฐานข้อมูลของแฟ้มสะสมงานอิเลคทรอนิคส์ ใช้ hypertext links ซึ่งมีข้อดีของการพัฒนาแฟ้มสะสมงานโดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย คือ ใช้เนื้อที่ในการจัดเก็บข้อมูลน้อย ง่ายต่อการจัดทำ สะดวก เก็บได้นาน ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง เพิ่มทักษะทางเทคโนโลยีแก่ผู้เรียน ง่ายต่อการสรุป และสามารถใช้ได้ง่าย แนวทางการพัฒนา Multimedia และ กระบวนการพัฒนาแฟ้มสะสมงาน มี 5 ขั้นตอน คือ
1. กำหนดวัตถุประสงค์ของการทำแฟ้มสะสมงาน
2. การจัดทำแฟ้มสะสมงาน
3. การสะท้อนความคิดของผู้จัดทำแฟ้มสะสมงาน (Reflective Portfolio)
4. การเชื่อมต่อของแฟ้มสะสมงาน โดยการใช้ hypertext links
5. การนำเสนอแฟ้มสะสมงาน เผยแพร่ใน www, CD-ROM, videotape
การพัฒนาแฟ้มสะสมงานผ่านสื่ออิเลคทรอนิคส์ ขึ้นอยู่กับว่าจะใช้ software ตัวไหน ซึ่งขึ้นอยู่กับทักษะของครูและนักเรียน แต่ละขั้นตอนง่ายต่อการใช้งาน เช่น Word processing document ,  PowerPoint , Adobe Acrobat ,  Html – Web pages และ  Multimedia authoring

1 ความคิดเห็น:

  1. ขอบคุณมากนะคะที่ให้ความรู้เข้ามาเวปนี้แล้วใจเย็นขึ้นตั้งเยอะค่ะ ขอบคุณค่ะ

    ตอบลบ